4 เทคนิค การฟังอย่างลึกซึ้ง

           

 

              เทคโนโลยีการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ที่ย่อโลกให้เล็กลง ทำให้การสื่อสารรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น “แต่ยิ่งคุยกันมากขึ้น เรากลับยิ่งเข้าใจกันน้อยลง” ทุกคนล้วนสื่อสารผ่านอุปกรณ์ไฮเทค ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือหรืออีเมล ทำให้เกิดพฤติกรรม“สังคมก้มหน้า” ทำให้ “การรับฟัง” มีให้กันน้อยลง เราจึงพบปัญหาในการสื่อสารอยู่เสมอ กลายเป็นความขัดแย้งไม่เข้าใจกัน การเก็บงำไม่พูด และการหลบอยู่กับโลกส่วนตัว สิ่งเหล่านี้แก้ด้วยการฝึก “ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง”

               การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) คือ การฟังด้วยทั้งหมดของหัวใจ ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบ ณ ขณะนั้น มีเขาอยู่ตรงหน้าเราเพียงคนเดียว ฟังให้ลึกซึ้งไปกว่าแค่คำพูด ได้ยินสิ่งที่ไม่ได้พูดเช่น ความรู้สึก อารมณ์ ความเชื่อ ทัศนคติ และคุณค่าของผู้พูด โดยเราจะไม่ตีความ ไม่ด่วนตัดสิน ประเมินค่าว่าถูกหรือผิด จะเป็นเพียงพื้นที่แห่งการฟังล้วนๆ อยู่กับปัจจุบันขณะเท่านั้น หลายคนคงเริ่มรู้สึกกังวลว่า การฟังแบบที่ว่านี้ ในทางปฏิบัติจะทำยากมาก แต่เราก็สามารถฝึกฝนพัฒนาทักษะนี้ได้

              โดยมีเทคนิค 4 ขั้นตอน ดังนี้

              1. สังเกตสัญญาณทางกายในขณะที่ฟัง ให้สังเกตความรู้สึกและสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายไปด้วย ว่าตอนนี้เรารู้สึกอย่างไรอยู่ ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาตอบสนองกับคำพูดนั้นๆอย่างไร เช่น เมื่อได้ยินคำพูดไม่ถูกหู อยู่ๆก็หายใจติดขัด รู้สึกร้อนๆที่หน้า แค่ให้รู้สึกตัวพอ หลังจากนั้นก็กลับมาฟังต่อ เทคนิคนี้จะทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้มากที่สุด และไม่พลาดสาระสำคัญใดๆไปเลย

              2. สังเกตอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง เมื่อใดมีใครพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบใจ ไม่อยากได้ยิน หรือกระทั่งกดปุ่มให้เราจี๊ดขึ้นมาก็ตาม เราอาจสังเกตร่างกายไม่ทัน มันเกิดอารมณ์รุนแรงขึ้นแล้ว สังเกตว่า หูจะปิด จะไม่ได้ยินเสียงพูดของเค้า จะมีแต่เสียงโวยวายในหัวมากลบทับ เราจะอยากโต้ตอบหรือขัดแย้งขึ้นมาทันที เมื่อถึงจุดนี้ให้ติดตามความอึดอัดขัดเคืองใจที่เกิดขึ้นนั้นไป ให้ยอมรับในความรู้สึกนั้น แล้วจงเผชิญหน้ากับความแตกต่าง ด้วยการบอกกับตนเองว่า เราจะค้นหาสาเหตุของความไม่พอใจนี้ว่ามีที่มาจากอะไร เพื่อพัฒนาทักษะการฟังของเราให้สามารถฟังต่อไปได้ทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข

              3. ใคร่ครวญกับตัวเอง ที่ผ่านมาเมื่อฟังอะไรก็ตาม ในทันทีจะเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบโดยอัตโนมัติ ซึ่งโดยมากก็มาจากความทรงจำเดิมๆของเรา ซึ่งมันบรรจุแบบแผนการตอบสนองเดิมๆไว้ เช่น พอได้ฟังเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจ ก็จะรู้สึกน้อยใจ ไม่พอใจ หรือเสียใจในทันที เราจึงไม่ได้โอกาสที่จะมีการตอบสนองต่อการฟังในรูปแบบใหม่ๆเลย ดังนั้นในการฝึกการฟังให้สังเกตว่าเรามีการตัดสินผู้คนและสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ มองลึกเข้าไปให้ถึงที่มาของอารมณ์ในขณะนั้น เริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า อะไรคือสิ่งที่เราไม่ชอบ ? อะไรที่ขัดกับคุณค่าในใจของเรา ? มันทำให้เรารู้สึกอย่างไร ?

              4. ทำการแยกแยะ ฟังเสียงในหัวที่เราพูดวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆเหล่านั้น แล้วถามตัวเอง ด้วยการแยกแยะว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆคืออะไร ? สิ่งที่เราตีความไปด้วยตนเองคืออะไร ? เรามีปฏิกิริยาตอบสนองไปอย่างไร ? ระลึกไว้ว่าสิ่งที่เป็นความจริงกับสิ่งที่เราตีความ มันแยกออกจากกันได้เสมอ ฝึกที่จะวางเฉยและช้าลง ในการตอบโต้บทสนทนาอย่างทันทีให้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ และนานขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปรับเปลี่ยนระบบการโต้ตอบอัตโนมัติของร่างกาย แล้วคุณภาพของการฟังผู้อื่น จะมีมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน

              ที่ผ่านมา ในหลายๆครั้ง เรามักจะกลับมาเสียใจในสิ่งที่เราพูดหรือกระทำลงไปโดยไม่ทันยั้งคิด ดังนั้นให้ใช้การสนทนาและการตั้งคำถามกับตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น มากกว่าจะไปสนใจว่าเราต้องตอบโต้อย่างไรเพื่อรักษาจุดยืนของเรา หรือแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เราเชื่อว่าถูก เราไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกอย่างถูกต้อง ดีพร้อมหรือสมบูรณ์แบบ หากเมื่อได้มีโอกาสฝึกฝนมากเท่าใด เราก็จะสามารถพัฒนาทักษะการฟังของเราได้มากขึ้นเท่านั้น และนี่คือ 4 เทคนิค เพื่อฝึกทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเราจะสามารถฝึกได้ดีขึ้น หากได้เข้าร่วมใน “กระบวนการไดอะล็อค” นั่นเอง บทความโดย เรือรบ